ประวัติที่มาของอาหารญี่ปุ่น

อาหารญี่ปุ่นถือว่าเป็นอาหารที่ค่อนข้างโด่งดังและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ด้วยความสดใหม่ ความประณีตในการทำ รวมไปถึงรสชาติอาหารที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวทำให้อาหารญี่ปุ่นนั้นเป็นอาหารที่ค่อนข้างจะได้รับความนิยมอย่างสูง ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีหลายๆ คนอยากรู้ประวัติและความเป็นมาของอาหารญี่ปุ่นว่าจริงๆ แล้วมีต้นกำเนิดหรือมีจุดเริ่มต้นมาจากอะไรกันแน่ ลองมาทำความรู้จักกับอาหารญี่ปุ่นไปพร้อมๆ กันและนั่นอาจจะทำให้คุณอยากลิ้มลองอาหารของประเทศนี้เพิ่มมากขึ้นอีกอย่างแน่นอน

 

จริงๆ แล้วหากจะย้อนรอยดูต้นกำเนิดของอาหารญี่ปุ่นจริงๆ มันก็คงจะเป็นเรื่องที่ต้องย้อนกลับไปไกลหลายศตวรรษมาพอสมควร เหตุเพราะเอาในความเป็นจริงต้นตอของอาหารญี่ปุ่นก็ไม่มีใครสามารถที่จะชี้ชัดได้ว่าเกิดขึ้นจากในยุคสมัยใดเป็นยุคแรกเริ่ม แต่คำจำกัดความของอาหารญี่ปุ่น ก็คือ อาหารพื้นเมืองของประเทศญี่ปุ่นก่อนการสิ้นสุดของการปิดประเทศ เมื่อปี ค.ศ. 1868  แต่ถ้าหากมองในภาพที่ใหญ่ขึ้นหรือบ่งบอกถึงความหมายที่ใหญ่ขึ้นนั้นก็รวมไปถึงอาหารที่ใช้ส่วนผสมและวิธีในการปรุงอาหารที่ถูกรับมาจากต่างประเทศหลังจากที่มีการเปิดประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคนญี่ปุ่นเองก็ได้มีการนำมาประยุกต์ให้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าความโดดเด่นของอาหารญี่ปุ่นนั้นจะมาจากวัตถุดิบที่มีตามฤดูกาล ความสดใหม่ และการจัดวางที่มีความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวหาใครลอกเลียนแบบได้ยาก จริงๆ แล้วอาหารญี่ปุ่นนั้นอย่างที่กล่าวไปว่าหากจะหาประวัติศาสตร์จากจุดกำเนิดที่แน่นอนคงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เอาเป็นว่าอาหารญี่ปุ่นเองได้พัฒนามาหลายยุคหลายสมัยเป็นเวลาหลายร้อยปี สืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงในด้านของสังคมและเรื่องของการเมืองภายในประเทศ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็น่าจะเป็นในยุคกลางที่ญี่ปุ่นปกครองด้วยระบบศักดินา โดยมีผู้นำที่เรียกว่า โชกุน หลังจากนั้นในช่วงต้นๆ ของยุคใหม่หลังจากที่มีการเปิดประเทศ ญี่ปุ่นเองก็ได้รับวัฒนธรรมต่างๆ มาจากนอกประเทศมากขึ้น โดยวัฒนธรรมที่เห็นชัดเจนมากที่สุดคือวัฒนธรรมจากตะวันตก และสิ่งนี้เองที่ทำให้วิถีชีวิตเรื่องอาหารการกินของคนญี่ปุ่นค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป

อาหารญี่ปุ่นที่คนไทยมักจะรู้จักเป็นอย่างดี ได้แก่ ซาซิมิ คือการนำเนื้อปลาทะเลสดๆ มาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำแล้วทานคู่กับซอสโชยุและวาซาบิ, ซูชิ คือการนำข้าวมาปั้นร่วมกับวัตถุดิบชนิดอื่นๆ อาทิ ผัก, ปลาดิบ, ไข่หวาน, สาหร่าย จากนั้นก็ทานเป็นคำๆ คู่กับโชยุ และวาซาบิ เป็นต้น

Okonomiyaki – พิซซ่าญี่ปุ่นจากแดนซามูไร

Okonomiyaki

โอะโคะโนะมิยะกิ แพนเค้กตามแบบตำรับของคนญี่ปุ่นเป็นที่นิยมและขายกันอย่างแพร่หลาย รวมถึงเป็นรายได้เสริมแค่คนภายในประเทศ เราจะเห็นได้ว่าชาวญี่ปุ่นในบางพื้นที่ เช่น ย่านอิสเซนโยโชะกุ จะมีพ่อค้าแม่ค้าขายโอะโคะโนะมิยะกิตามท้องถนน บ้างก็เปิดร้านอาหารและขายโอะโคะโนะมิยะกิเลยทีเดียว หรือบางร้านก็เปิดให้ผู้รับประทานทำการย่างด้วยตัวเองเลยบนแผ่นย่างกะทะร้อน “เทปปันยะกิ” เรียกได้ว่าช่วยสร้างความสนุกสนานแก่ผู้รับประทานได้เป็นอย่างดี หรือจะเป็นร้านที่มีพ่อครัวมาย่างให้รับประทานต่อหน้าเลยก็มี

นอกจากนี้แพนเค้กญี่ปุ่นจะมีความแตกต่างกันออกไปถึง 2 รูปแบบ ก็คือ 1.แบบคันไซ 2.แบบฮิโระชิมะ ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบนี้จะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และให้ความอร่อยแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ก็แล้วแต่คนชอบว่าจะชอบแบบใด ซึ่งจะมีเอกลักษณ์และวิธีการทำที่แตกต่างกัน

1.แบบคันไซ หรือ โอซะกะ


ในแบบฉบับของคันไซนั้น โอะโคะโนะมิยะกิจะมีขนาดใหญ่ขนาดเท่าจานเลยทีเดียว โอะโคะโนะมิยะกิมักจะถูกมองว่าเป็นแพนเค้ก โดยมีวัตถุดิบหลักก็คือแป้งสาลี ซึ่งมีส่วนประกอบมากมายหลายประเภทตั้งแต่ ไข่ กะหล่ำปลีหั่น ฮ่วยซัว นอกจากนี้ยังมีการใส่เนื้อต่างๆ ลงไป อาทิเช่น เนื้อหมู ปลาหมึก กุ้ง หากใครยังชอบความหลากหลายอาจจะใส่ชีสลงไปเพื่อเพิ่มลูกเล่นระหว่างการรับประทานก็ได้เช่นกัน

2.แบบฮิโระชิมะ

Okonomiyaki hiroshima
Okonomiyaki style hiroshima
Okonomiyaki hiroshima style

ในแบบของฮิโระชิมะจะแตกต่างกับแบบคันไซอย่างมาก โดยเฉพาะการย่างที่ไม่ใส่วัตถุดิบรวมกัน แต่จะเป็นการย่างเป็นชั้นๆ โดยจะแบ่งชัดเจนไม่ว่าจะเป็น ชั้นแป้ง ชั้นผัก ชั้นเนื้อ หรือตามสูตรของพ่อครัวแต่ละคนอาจจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละชั้นอย่างเช่น ปริมาณของวัตถุดิบหรือตามความต้องการของผู้รับประทาน

Donburi ข้าวหน้าของประเทศญี่ปุ่น

donburihead

ดมบุริ อาหารจานเดียวที่มีหน้าต่างๆ มาวางไว้บนข้าวที่มีทั้งเนื้อสัตว์, ผัก รวมถึงปลาและวัตถุดิบอื่นๆ ที่สามารถรับประทานร่วมกันได้ นอกจากนี้พ่อครัวแม่ครัวยังสามารถตบแต่งให้ดูน่ารับประทานได้ด้วยการจัดวางก็ได้เช่นกัน ดงบุริมีลักษณะโดดเด่นและได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษเนื่องจากใช้เวลารับประทานไม่นาน พกพาง่ายและรับประทานแม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่เร่งรีบ

ดงบุริ หรือ ดง มีการแพร่พลายมาอย่างยาวนานก่อนที่จะนำมาพัฒนาใส่หน้าอื่นๆ ลงไป โดยเริ่มจากยุคเอโดะ ค.ศ.1603 – ค.ศ.1868 ต่อมาได้รับความนิยมมากขึ้น ทำให้ในยุคไทโช ราวปี ค.ศ.1913 ได้มีการนำเนื้อไก่ ไข่ เนื้อหมู เนื้อวัวมาใส่ลงเป็นหน้าอื่นๆ ทำให้เวลาข้าวหน้า หรือ Donburi กลายเป็นสิ่งที่ส่งออกขายไปยังประเทศในลักษณะแช่แข็ง และอาหารสำเร็จรูปเรียบร้อย

ประเภทต่างๆ ของดงบุริ

unadon

Una-don (อุนะดง) – ข้าวหน้าปลาไหลย่าง ข้าวหน้าแบบแรกเริ่มของประเทศญี่ปุ่น โดยจะนำเอาปลาไหลย่างมาวางบนข้าวสวยร้อนๆ โดยมีราคาที่สูงพอตัว เนื่องจากความอร่อยของเนื้อปลาไหลที่นุ่มและชวนติดใจ

butadon

Buta-don (บูตะดง) – ข้าวหน้าหมูที่ได้รับความนิยม ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและนอกประเทศ เนื่องจากหารับประทานง่ายและสามารถหาซื้อได้ในทุกฤดูกาล ย่างด้วยซอสหรือจะผัดกับหัวหอมใหญ่ก็ได้เช่นกัน

katsudon

Katsu-don (คัตสึดง) – ข้าวหน้าหมูทอดที่ขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่น และคนญี่ปุ่นชื่นชอบรับประทานมากเป็นพิเศษ เป็นอีกข้าวหน้าที่นิยมนำมารับประทานอยู่บ่อยครั้ง โดยจะนำหมูชุบแป้งทอดวางบนข้าวแล้วรับประทาน เรียกได้ว่าหากินง่าย ทำเองก็ได้แถมยังอร่อยสุดๆ

gyudon

Gyu-don (กิวดง) – ข้าวหน้าเนื้อที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ด้วยความหอมของเนื้อวัวผสมผสานกับข้าวนุ่มๆ ทำให้เนื้อและข้าวมีความลงตัวมากเป็นพิเศษ หากเลือกสรรเนื้อวัวที่มีคุณภาพจะได้รับความนุ่มของเนื้อวัวไปเต็มๆ

tendon

Ten-don (เท็นดง) – ข้าวหน้าเทมปุระ โดยจะเป็นการรับประทานข้าวกับอาหารชุบแป้งทอดต่างๆ ซึ่งจะเห็นส่วนใหญ่ก็คือ กุ้งเทมปุระ และผักรวมเทมปุระนั่นเอง