หมี่เย็น ทำเองก็ได้ง่ายๆ อร่อยไม่แพ้ร้าน

วิธีทำบะหมี่เย็นที่สุดของความอร่อยที่สามารถทำเองได้
หมี่เย็น ทำเองได้ง่ายๆ อร่อยถูกปาก ไม่แพ้ร้านอาหาร

“หมี่เย็น” เป็นเมนูอาหารญี่ปุ่นที่มีวิธีกินน่าสนใจ สามารถหากินได้ตามร้านอาหารญี่ปุ่น เวลาเสิร์ฟจะมาพร้อมกับน้ำซุปสีดำ ที่เรียกว่า “สึยุ” และเส้นบะหมี่เย็นที่จัดไว้อยู่บนจานโรยหน้าด้วยสาหร่าย พร้อมกับเครื่องเคียงอย่าง วาซาบิ และต้นหอมซอย เชื่อว่าเป็นเมนูที่ชื่นชอบสำหรับหลายคน แต่เนื่องด้วยราคาที่แพงขึ้นของเมนูนี้ตามร้านอาหาร ทำให้หลายคนรู้สึกไม่คุ้มค่าเงินเลย แต่วันนี้เราจะมาสอนวิธีทำบะหมี่เย็นกินกันเองที่บ้านง่ายๆ ที่มีรสชาติอร่อยไม่แพ้ในร้านอาหารญี่ปุ่นกันเลยเชียว

การเตรียมเครื่องปรุงและส่วนผสม

1.น้ำเปล่า

2.น้ำตาล

3.น้ำส้มสายชู

4.เส้นโซบะ

5.น้ำซอสบะหมี่เย็น (Soba Tsuyu) ตรา Kikkoman

6.น้ำซอสถั่วเหลือง (Special Fragrance Soy Sauce) ตรา Kikkoman

7.สาหร่าย

ขั้นตอนการทำน้ำซอส

สาเหตุที่เลือกใช้ซอสของ Kikkoman เพราะเป็นน้ำซอสที่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเหมาะสำหรับการนำมาใช้ทำอาหารญี่ปุ่นโดยเฉพาะ โดยที่เราใช้ในวันนี้เป็นซอสสำหรับทำบะหมี่เย็น ซึ่งมีส่วนผสมของมิริน 13% เราเลยไม่ต้องหามิรินมาใส่เพิ่มอีก ปัจจัยสำคัญอีกอย่างคือมันมีราคาไม่แพงมาก สามารถใช้ทำได้หลายครั้ง ส่วนของซอสถั่วเหลืองของ Kikkoman ที่เลือกใช้เพราะมันไม่ได้เค็มแบบซอสของบ้านเรา เหมาะสำหรับการทำซอสสำหรับจิ้มบะหมี่เย็นอย่างมาก และยังนำไปใช้ทำเมนูอื่นๆ อีกเพียบ ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะอาหารญี่ปุ่นเท่านั้น ดังนั้นซื้อเก็บไว้ติดบ้านก็คุ้มอยู่

ส่วนของน้ำส้มสายชูสามารถใช้ของทั่วไปในบ้านเราได้ ใช้เป็นตัวสร้างรสเปรี้ยวให้กับน้ำซอสของเรา ซึ่งเราก็จะไม่ได้ใส่เยอะ บางคนเลือกที่จะใส่น้ำส้มสายชูแบบไซเดอร์ ก็เป็นตัวเลือกตามความชอบของแต่ละคน ในการทำน้ำซอสเราจะเริ่มผสมในหม้อหรือชามโดยไม่ต้องใช้ไฟ เพราะสามารถนำไปแช่ตู้เย็นได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้หายร้อน เมื่อเทียบกับการนำไปผสมหม้อต้ม ส่วนอัตราผสม ได้แก่ น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง, น้ำส้ม ½ ถ้วยตวง, น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ, ซอสโซบะ 1 ½ ถ้วยตวง, ซอสถั่วเหลือง 1/2 ถ้วยตวง

การเตรียมเส้นหมี่เย็น

บะหมี่เย็นที่นำมาใช้สามารถเลือกซื้อได้ตามใจชอบ มีราคาตั้งแต่ 50 บาท ถึง 100 บาท 1 ถุงสามารถทำบะหมี่เย็นได้ประมาณ 3 – 4 ที่ ในการเตรียมให้ต้มน้ำตามด้วยใส่เกลือเล็กน้อย รอจน้ำเดือดแล้วนำเส้นลงไปต้มเป็นเวลา 10 นาที เพื่อให้เส้นนุ่มอร่อย พอเส้นนิ่มจนพอใจแล้วให้รีบนำไปแช่น้ำเย็นทันที วิธีนี้ทำให้เส้นเซ็ตตัว ไม่นิ่มจนเละ และไม่แข็งจนเกินไป หลังจากนั้นก็นำเนื้อสัตว์มาใส่ตามใจชอบ ตกแต่งด้วยหอมซอย และสาหร่ายโรยบนหมี่เย็น

วิธีชงชาเขียวมัทฉะ สไตล์คนญี่ปุ่น

Matcha-Green-Tea-brew
การชงชามันทฉะ ชาเขียวจากญี่ปุ่น วิธีการชงแบบถูกวิธีสไตล์ญี่ปุ่น

หนึ่งในวัฒนธรรมอันน่าภาคภูมิใจของคนญี่ปุ่นเค้าก็คือ พิธีชงชา หรือ การชงชาร้อนเพื่อดื่ม ต้องบอกว่าอาจจะมองว่าง่ายแต่ความจริงแล้วแฝงความหมายลึกซึ้งมากกว่านั้น ชาเขียวมัทฉะ เป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในญี่ปุ่น และประเทศไทย หากเราอยากจะชงชาเขียวมัทฉะแบบญี่ปุ่นขนานแท้ ต้องทำอย่างไร

ชาเขียวมัทฉะ

สิ่งแรกที่เราต้องรู้และทำความเข้าใจก่อนเลยก็คือ ชาเขียว กับ ชาเขียวมัทฉะไม่เหมือนกัน หากเป็นชาเขียวจะเป็นชาที่ผ่านการแปรรูปมาแล้วอาจจะเป็นใบชาอบแห้ง หรือ จะถูกบรรจุลงในซองชงชาก็ใช่เหมือนกัน ส่วนชาเขียวมัทฉะไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย ชาเขียวมัทฉะจะผ่านการแปรรูปมาจากชาด้วยเหมือนกัน แต่จะอยู่ในรูปของผงสีเขียวละเอียด นอกจากนั้นจะให้ความเข้มข้นของชาเขียวมากกว่า ทั้งสี กลิ่น รสชาติ เราจึงเห็นการนำชาเขียวมัทฉะไปชง หรือ ทำอาหารอื่น นอกจากนั้นชาเขียวมัทฉะแต่ละยี่ห้อก็จะมีจุดเด่นแตกต่างกันไปอีก

ชาเขียวมัทฉะร้อน

เมนูจากชาเขียวมัทฉะแรก ที่เบสิคสุดนั่นคือ ชาเขียวมัทฉะร้อน วิธีการชงก็ไม่มีอะไรมากเพียงแค่ผสมชาเขียวลงในน้ำร้อน จากนั้นก็คนในเข้ากันเมื่อผงชาเขียวละลายดีแล้วก็ค่อยๆ จิบเพื่อดื่มด่ำกับความหอม หวาน ของชาเขียวเลย เคล็ดลับก็คือการคนให้ผงชาเขียวมัทฉะละลายนั้นจะต้องใช้อุปกรณ์พิเศษคล้ายกับพู่กันเพื่อให้ผงชาเขียวละลายได้ดีขึ้น อุปกรณ์ดังกล่าวชื่อว่า ฉะเซ็น แปลเป็นไทยว่าที่ตีชาเขียว

เคล็ดลับการคน

การใช้ ฉะเซ็น นั้นบอกเลยว่าไม่ง่ายอย่างที่คิด อย่างแรกเราต้องเข้าใจก่อนว่า ไม้ตีชาเขียวนั้นทำมาจากไม้ไผ่ฝานให้บางแล้วนำมาสานเพื่อกรองผงชาเขียวให้ละลายเร็วขึ้น เวลาใช้ต้องค่อยๆ วนเพื่อให้ผงชาเขียวละลายลงไปอย่างๆ ช้าๆ ละมุน ละไม เหมือนกับอะไรสักอย่างที่ต้องพิถีพิถันอย่างมาก หากใช้เสร็จแล้วต้องล้างน้ำเปล่าให้สะอาด อย่าใช้น้ำยาล้างจานล้างเด็ดขาด จะทำให้กลิ่นติดไปที่ไม้เวลาใช้ครั้งต่อไปจะมีกลิ่นติดลงไปในชาร้อน ทำให้เสียรสชาติได้เลย

ชงยังไงถึงจะผ่าน

การคนผงชาเขียวมัทฉะนั้น บอกเลยว่าต้องฝึกฝนกันหน่อย เคล็ดลับก็คือ ช่วงแรกเราอาจจะต้องใช้ ฉะเซ็น คนจากด้านล่างเพื่อให้ผงชาเขียวมัทฉะแตกตัวเสียก่อน จากนั้นก็จะขยับมือไปมา เพื่อให้เกิดคลื่นในถ้วย (ตรงนี้จะทำให้ผงละลายได้เร็วขึ้น) เมื่อผงละลายได้ที่แล้ว เราก็จะชงให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ด้วยการสะบัดฉะเซ็นให้เร็วกว่าเดิม แต่จะไม่คนลงไปถึงก้นแก้ว คนตรงด้านบนผิวน้ำแทน สังเกตให้ดีหากเกิดฟองขึ้นมานั่นแหละถูกต้อง เมื่อฟองแตกละเอียดหมดแล้วก็เก็บงานด้วยการปาดฉะเซ็นลงบนผิวน้ำด้วยตัวอักษร โนะ (の) เพื่อให้ฟองมารวมกันอยู่ตรงกลาง เป็นอันเสร็จพิธี

ราเม็ง ญี่ปุ่น สุดยอดราชาแห่งเส้น ความอร่อยเหนือระดับ

Ramen Japan

หากบอกว่าในยุคนี้อาหารญี่ปุ่นประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงมากทั้งจากคนญี่ปุ่นเองและคนอื่นทั่วโลกนั่นคือ ราเม็ง ถือว่าเป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อยเปรียบได้กับก๋วยเตี๋ยวน้ำบ้านเราแต่ด้วยคุณลักษณะของเส้นที่แตกต่าง รสชาติน้ำซุป และกรรมวิธีต่างๆ มันทำให้อาหารประเภทนี้ของชาวญี่ปุ่นอร่อยมากๆ เลยทีเดียว จะว่าไปหากใครได้มีโอกาสลองไปทานที่ญี่ปุ่นแท้ๆ สัมผัสกับรสชาติจริงจะยิ่งทำให้รู้สึกรักเมนูนี้มากขึ้นอีกเป็นกองเลยทีเดียว

รีวิวราเม็งสไตล์ญี่ปุ่น

ราเม็งเป็นบะหมี่น้ำของชาวญี่ปุ่นที่จริงๆ แล้วมีจุดเริ่มต้นมาจาประเทศจีน ตามประวัติศาสตร์ได้มีการบันทึกเอาไว้ว่า โทกูงาวะ มิตสึกูนิ ซึ่งเป็นขุนนางใหญ่ได้ทานราเม็งในช่วงศตวรรษที่ 17 เป็นยุคเมจิ เชื่อกันว่าที่มาอันแท้จริงของราเม็งนั้นมาจากประเทศจีนแม้ไม่ได้มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุไว้อย่างชัดเจน กระนั้นได้มีสมมุติฐานหนึ่งบอกเอาไว้ คำว่า ราเม็ง ในภาษาญี่ปุ่น เป็นคำที่เพี้ยนมาจากภาษาจีนว่า ลาเมียน คำๆ นี้มีความหมายว่า เส้นก๋วยเตี๋ยวที่ใช้มือนวด ในสมัยยุคเมจิที่กล่าวถึงนี้ตอนนั้นยังไม่ได้ใช้ศัพท์ว่า ราเม็ง โดยตรงแต่พวกเขาเรียกอาหารชนิดนี้ว่า ชินาโซบะ มีความหมายคือ โซบะจีน กระทั่งช่วงเวลาต่อมาชาวจีนเริ่มมีการขายอาหารประเภทนี้ตามรถเข็นพร้อมๆ กับการขายเกี๊ยวซ่าไปด้วย มีการเป่าชารูเมระเอาไว้เรียกลูกค้า พอมาถึงตอนนี้เลือกใช้การอัดเสียงแทน

ปกติแล้วอาหารประเภทนี้จะเป็นเส้นที่เสิร์ฟมาในน้ำซุปรสชาติเฉพาะตัวโดยในชามก็ยังมีเครื่องเคียงอื่นอีก เช่น เนื้อหมู, คามาโบโกะ, สาหร่าย, ต้นหอม หรือขึ้นอยู่กับบางสูตรว่าจะใส่อะไรเพิ่มเติมเข้ามาอีกหรือไม่ เช่น ข้าวโพด, ขิงดอง เป็นต้น อย่างที่บอกไปว่ารสชาติของราเม็งมีความแตกต่างกันตามพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่น เช่น บนเกาะคิวชูที่นี่คือต้นกำเนิดสไตล์ทงคัตสึ หรือที่เข้าใจง่ายๆ ว่า ซุปกระดูกหมู หรือถ้าเป็นบนเกาะฮอกไกโดที่นี่จะเป็นต้นกำเนิดของสูตรมิโซะหรือสูตรเต้าเจี้ยว

ตัวอย่างของราเม็งยอดนิยมที่ไม่ใช่แค่ในญี่ปุ่นเท่านั้นแต่ทั่วโลกยังต้องรู้จักอาหารชนิดนี้อย่างดี เช่น แบบโชยุหรือซีอิ๊ว, ชิโอะหรือซุปเกลือ, บันชู, ทากายามะ, โอโนมิจิ, ชาชู, โตเกียว, อาซาฮิกาวะ, ฮาโกดาเตะ, คิตากาตะ, ซัมมะ, โอโนมิจิ ฯลฯ

ถือว่าอาหารประเภทนี้เป็นอาหารสุดอร่อยยิ่งทานในช่วงอากาศหนาวเย็นแล้วจะยิ่งช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายได้อีกมาก